วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

กินอาหารปรุงสำเร็จอย่างไรให้ปลอดภัย

       คงปฎิเสธไม่ได้ว่า ทุกวันนี้เราต้องพึ่งพาอาหารถุง หรืออาหารสำเร็จรูปไม่มากก็น้อย แม้เราต่างก็รู้ดีว่าอาหารสำเร็จรูปมีคุณค่าทางโภชนาการน้อยกว่าอาหารทำเอง แต่จะให้ทำอย่างไรล่ะ งานก็หนัก รถก็ติด เวลาพักผ่อนยังไม่ค่อยจะพอเลย เราจึงต้องพึ่งพาอาหารสำเร็จรูปจนเป็นเรื่องปกติ ไหนๆ ก็เลี่ยงไม่ได้แล้ว เรามาหาวิธีกินอาหารแบบนี้ให้มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุดกันดีกว่า
เวลาจะซื้ออาหารถุงหรือกับข้าวถุง ควรสังเกตสถานที่ขายว่าสะอาดหรือไม่ อย่าดูแต่ความอร่อยเพียงอย่างเดียว สังเกตภาชนะใส่อาหารมีสิ่งปกปิด กันแมลง และฝุ่นละออง ผู้ขายแต่งกายสะอาด ถูกหลักอนามัยหรือไม่

เลือกอาหารที่ทำเสร็จใหม่ๆ จะดีที่สุด เนื่องจากอาหารที่ปรุงเสร็จนานแล้ว อาจมีการตัก การกวนอาหาร ซึ่งมีโอกาสอย่างมากที่จะทำให้อาหารบูดเสียก่อนเวลาอันควรเลือกอาหารให้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผักหลากชนิด เนื้อสัตว์ต่างๆ หลีกเลี่ยงการเลือกซื้ออาหารเมนูเดิมๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลาย พยายามเลือกอาหารประเภท ต้ม นึ่ง อบ ย่าง แทนประเภททอด หรือผัดน้ำมัน เพื่อลดโอกาสที่จะได้รับแคลอรีมากเกิน

หากยังไม่รับประทานทันทีควรเก็บใส่ตู้เย็น เพื่อป้องกันการบูดของอาหารและป้องกันการเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ก่อโรคที่อาจจะปนเปื้อนมากับอาหารถุง ถ้าอาหารถุงที่ร้อนมากๆ ควรรอให้อาหารคลายความร้อนออกมาก่อนนำเข้าตู้เย็น

ก่อนรับประทานควรอุ่นให้ร้อนจนเดือดอย่างทั่วถึงก่อน  ความร้อนจะช่วยทำลายสารพิษจากจุลินทรีย์ก่อโรคที่ปนเปื้อนในอาหาร โดยอาจจะใช้วิธีตั้งไฟแล้วคลุก กวน เป็นระยะๆ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกส่วนของอาหารได้รับความร้อนอย่างสม่ำเสมอทั่วถึงกันในขณะที่คุณเดินเลือกซื้ออาหารสำเร็จรูปอยู่ ถ้าเห็นผักสดที่กินได้ทันทีอย่างมะเขือเทศ ถั่วพู แตงกวา ลองซื้อติดไม้ติดมือมากินแกล้มด้วย จะช่วยเพิ่มเส้นใยอาหารในมื้อนั้นๆแต่อย่างไรเสีย อาหารที่ทำเองสดๆ ใหม่ๆ ก็น่าจะดีและวางใจได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสะอาดปลอดภัย หรือคุณค่าโภชนาการ เพราะคุณสามารถเลือกวัตถุดิบ และเครื่องปรุงที่ดีต่อสุขภาพได้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ซอสปรุงอาหารที่หมักจากธรรมชาติการปรุงอาหารแบบลดหวาน มัน เค็ม หรือการเลือกใช้น้ำมันชนิดที่เหมาะสม เป็นต้น
www.goodfoodgoodlife.in.th › เรื่องน่ารู้

วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ช็อกโกแลต กินพอดี มีประโยชน์

ช็อกโกแลตคือส่วนผสมระหว่างเมล็ดของฝักโกโก้และเนยโกโก้ ซึ่งได้ผสมน้ำตาลและส่วนผสมอื่น ๆ และถูกทำให้อยู่ในรูปของแท่งและรูปอื่น ๆ ของหวานชนิดนี้ไม่ได้อร่อยแต่เพียงอย่างเดียวยังมีประโยชน์แอบแฝงอยู่ด้วย เพราะในช็อกโกแลตมีสารสำคัญคือสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลลอิสระ ป้องกันเซลล์ของร่างกายไม่ให้ถูกทำลายจากปฏิกิริยาของอนุมูลอิสระ (free radical) นอกจากนี้ยังมีประโยชน์อีกหลายข้อ เช่น
ช็อกโกแลตช่วยลดโคเลสเตอรอลในเลือด 
การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน The Journal of Nutrition ระบุว่าช็อกโกแลตมีสารสเตอรอลจากพืชและสารฟลาโวนอยด์ จึงมีผลช่วยลด แอลดีแอล-โคเลสเตอรอลได้ 

ช็อกโกแลตช่วยป้องกันอัลไซเมอร์ 
นักวิทยาศาสตร์ของ Harvard Medical School กล่าวว่า การดื่มช็อกโกแลตร้อน 2 แก้วต่อวัน ช่วยให้สมองมีสุขภาพดีและป้องกันความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ เนื่องจากช็อกโกแลตช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตในสมอง ซึ่งเป็นอวัยวะที่ต้องการเลือดไปเลี้ยงในปริมาณมาก 

ช็อกโกแลตช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมองตีบ
มีการวิจัยระบุว่าคนที่กินช็อกโกแลตสัปดาห์ละ 1 ชิ้นเล็ก มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบลดลง 22% เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ได้กินช็อกโกแลต

ช็อกโกแลตช่วยเพิ่มความสุข 
การกินช็อกโกแลตจะช่วยเพิ่มเอนโดรฟินและเซโรโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้เกิดความสุข สงบ และช่วยลดฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นหนึ่งในฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล ดังนั้นหากคุณคิดจะพัก ลองหยิบช็อกโกแลตขึ้นมากินสักชิ้นสิคะ จะช่วยให้คุณผ่อนคลายได้

หากอยากได้ประโยชน์จากการกินช็อกโกแลตอย่างเต็มที่ก็ควรเลือกดาร์กช็อกโกแลต หรือช็อกโกแลตที่มีส่วนผสมของโกโก้ในปริมาณสูง หรือประมาณ 70% ขึ้นไป เพราะจะมีฟลาโวนอยด์สูง และมีแคลอรีน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าช็อกโกแลตจะมีประโยชน์ ก็ต้องกินให้พอดี ในปริมาณพอเหมาะ อ่านฉลากทุกครั้งเพื่อดูปริมาณแคลอรี จะได้ไม่กินมากเกิน โดยหากกินเป็นมื้อว่างก็ควรให้พลังงานไม่เกิน 200 กิโลแคลอรี หรือประมาณ 2 แท่งเล็กๆ ( 2 fingers size) และแนะนำให้กินช็อกโกแลตช้าๆ ค่อยๆ ให้ละลายในปาก แทนที่จะเคี้ยวและกลืนอย่างรวดเร็ว จะช่วยให้ได้รับรสชาติของช็อกโกแลตมากกว่า และจะส่งผลให้สมองรับรู้ความสุข แม้ว่าจะกินในปริมาณน้อย แต่หากกินโดยการเคี้ยวและกลืนเร็วร่างกายจะต้องการช็อกโกแลตในปริมาณมากเพื่อให้เกิดความสุข ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานสูงเกินได้ ดังนั้น กินพอดี ก็ได้ประโยชน์ค่ะ

ขอขอบคุณ:www.goodfoodgoodlife.in.th/เรื่องน่ารู้/เด็กวัยเรียนเด็กวัยรุ่น/ช็อกโกแลต-กินพอดี-มีประโยชน์

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2558

โอเมก้า 3 ในปลาไทยไม่น้อยหน้าปลาต่างชาติ

คนรักสุขภาพต้องเคยได้ยินชื่อ โอเมก้า 3” กันมาบ้าง  โอเมก้า 3 คือกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร กรดไขมันโอเมก้า 3 ได้แก่ กรดอัลฟ่าไลโนเลนิก (Alpha-Linolenic acid) มีอยู่ในน้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันคาโนลา น้ำมันรำข้าว น้ำมันปลา น้ำมันถั่วเหลือง  โอเมก้า 3 จะทำหน้าที่เป็นสารตั้งต้นที่ร่างกายคนเราสามารถเปลี่ยนไปเป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 อีก 2 ชนิดที่สำคัญ คือ อีพีเอ-EPA (Eicosapentaenoic  Acid) และ ดีเอชเอ-DHA (Docosahexaenoic  Acid)   
โอเมก้า 3 มีประโยชน์สำหรับคนทุกช่วงวัย โอเมก้า 3 และดีเอชเอ ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของสมองและจอประสาทตาของทารกในครรภ์มารดาและเด็กเล็กๆ  ดังจะเห็นว่ามีการเติมโอเมก้า 3 และดีเอชเอ ในนมผงสำหรับเด็ก ส่วนในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ โอเมก้า 3 ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือดและลดการหดตัวของหลอดเลือด ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ยากขึ้น ช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ และยังกระตุ้นการสร้างสารเคมีซีโรโทนินในสมองช่วยต้านอาการซึมเศร้า 
คนทั่วไปมักคิดว่าโอเมก้า 3 มีอยู่แต่ในปลาทะเลน้ำลึกของต่างประเทศเท่านั้น  แต่ในความเป็นจริงปลาน้ำจืดของไทยก็มีโอเมก้า 3 สูงไม่แพ้ปลาทะเล แถมราคาถูกกว่าอีกด้วย  ตัวอย่างเช่น ปลาทู มีโอเมก้า 3 ถึง 1,636 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 100 กรัม (ดังตาราง) ในขณะที่ปลาแซลมอนมีโอเมก้า 3 ประมาณ 1,000-1,700 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 100 กรัม 
ตารางแสดงปริมาณโอเมก้า 3 ในปลาบางชนิด
ลำดับที่
ชนิดปลา
ปริมาณโอเมก้า 3 (มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม)
1
ปลากระพงแดง
459
2
ปลากระพงขาว
360
3
ปลาจะละเม็ดขาว
430
4
ปลาช่อน
1,052
5
ปลาดาบเงิน
516
6
ปลาดุกอุย
258
7
ปลาทู
1,636
8
ปลาน้ำดอกไม้
765
9
ปลาเนื้ออ่อน
622
10
ปลาสวาย
2,111
11
ปลาอินทรีย์
882
ที่มา: กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
นอกจากนั้นปลายังเป็นเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ กินปลาแทนเนื้อสัตว์อื่นเป็นประจำ จึงช่วยลดไขมันในเลือด จะให้ดีต้องกินปลาไม่น้อยกว่า 2-3 มื้อต่อสัปดาห์ การกินปลาอย่างสม่ำเสมอยังจะช่วยให้ได้รับโอเมก้า 3 เพียงพอ โดยไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อน้ำมันปลามาทานเพิ่ม เพราะการได้รับน้ำมันปลาชนิดที่เป็นเม็ดเสริมมากเกินไป อาจเกิดปัญหาเลือดออกง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทานยาแอสไพรินอยู่ อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกในสมองได้

วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สุขภาพดี รับปีใหม่

ผ่านไปแล้วอีกหนึ่งปี เคยลองตั้งคำถามกับตัวเองมั้ยคะ ว่าปีใหม่นี้คุณอยากจะมีอะไรที่ดีขึ้นกว่าปีที่แล้วบ้างหรือไม่ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากมีสุขภาพดี หรือมีรูปร่างที่ดีขึ้นในปีใหม่นี้ มีเรื่องสำคัญ 4 เรื่องที่คุณควรทำ คือ
1.     เลิกพฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์ทำร้ายร่างกาย  ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมชอบกินอาหารรสหวานจัด มันจัด เค็มจัด กินของทอดของมัน หรือใส่น้ำตาลจนหวานเจี๊ยบทั้งก๋วยเตี๋ยว เครื่องดื่ม หรือชอบนอนดึกตื่นสาย เคร่งเครียด อยู่ตลอด หรือชอบเที่ยวกลางคืน กินเหล้า สูบบุหรี่ ถ้าคุณอยากหุ่นสวย สุขภาพดี คงต้องเลิกพฤติกรรมเหล่านี้เสีย
2.     ให้อาหารกับเซลล์อย่างเพียงพอ เซลล์ในร่างกายต้องการออกซิเจนที่เพียงพอ ควรจัดเวลาออกกำลังกายอย่างจริงจังและมีวินัย ซึ่งจะช่วยให้เลือดนำเอาก๊าซออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ เลิกนิสัยเครียดง่าย เพราะความเครียดจะทำลายเซลล์ของคุณเองทีละน้อยและยังทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะขาดออกซิเจนหรือมีคาร์บอนไดออกไซด์คั่ง
3.     กำจัดสารพิษออกจากร่างกาย ถ้าร่างกายมีของเสียคั่งค้างอยู่ภายใน หรือมีอาการท้องผูก ร่างกายย่อมดูดซึมสารอาหารได้ไม่ดี และยังทำให้ผิวพรรณหม่นหมอง ดูไม่สดใสอีกด้วย  ดังนั้นจึงควรกินใยอาหารให้เพียงพอวันละ 25 กรัม  ร่วมกับการดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อช่วยกวาดเอาของเสียหรือสารพิษที่คั่งค้างอยู่ในลำไส้ออกไป
4.     เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ อนุมูลอิสระคือศัตรูตัวร้ายที่สามารถทำลายเซลล์ทุกเซลล์ที่ตัวเองเข้าใกล้ ไม่ว่าจะเป็นสารพันธุกรรมนิวเคลียสของเซลล์ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดเนื้องอก เนื้อร้าย หรือโรคแห่งความเสื่อมทั้งหลายที่เกิดก่อนวัย ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ อัลไซเมอร์ หรืออื่นๆ  เราคงหลีกเลี่ยงการเกิดอนุมูลอิสระไม่ได้ แต่ที่เราทำได้คือ การกำจัดอนุมูลอิสระอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการได้รับสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่มากพอ โดยทั่วไประบบภายในร่างกายตามธรรมชาติจะมีวิธีกำจัดสารอนุมูลอิสระออกจากร่างกาย โดยสารต้านอนุมูลอิสระหรือสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นได้เองบางส่วน แต่ปัญหาคือสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายสร้างมีไม่พอกับจำนวนสารอนุมูลอิสระที่มีมากเกิน  ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องได้รับสารต้านอนุมูลอิสระให้มากพอ โดยการทานผัก ผลไม้ พืชผักสมุนไพรไทย หรือเครื่องดื่มอย่างชาเขียว กาแฟ  เครื่องดื่มธัญญาหารที่มีวิตามินซีและอีสูง เป็นต้น
ถ้าคุณทำตามนี้ได้ ก็เท่ากับว่าคุณได้มอบสิ่งดีๆ ให้กับร่างกายคุณด้วยสุขภาพที่ดี และหุ่นที่ดีในปีใหม่นี้แล้วค่ะ


วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ซีเรียล อาหารเช้าที่แสนอร่อย

       ซีเรียล อาหารเช้าที่แสนอร่อย รับประทานง่าย และมีประโยชน์ รู้หรือไม่ว่าเรายังสามารถนำซีเรียลมาทำเป็นเมนูของว่าง เติมสีสันให้ซีเรียลกลายเป็นเมนูใหม่ๆ ไม่ซ้ำใคร เรามีไอเดียมานำเสนอ 3 เมนูเด็ดที่รับลองจะติดใจ
1. ซีเรียล อะโลฮา
น้ำแข็งไสใส่ขนมปังราดน้ำแดงที่ทุกคนชอบทาน นำมาปรับเป็นขนมปังโฮลวีท กับนมสดรสสตรอเบอร์รี่ ราดลงบนน้ำแข็งบด แล้วตามด้วยสตรอเบอร์รี่สด ถั่วแดง โรยด้วยซีเรียลเพิ่มความกรุบกรอบ ได้ทั้งพลังงานและใยอาหาร 
  2. ซีเรียลโยเกิร์ตสีรุ้ง
นำผลไม้ ซีเรียลและโยเกิร์ต มาจัดใส่แก้วเป็นพาเฟ่ต์ (parfait) เลือกใช้ผลไม้หลากสี  เช่น องุ่นม่วง กีวี แคนตาลูป สัปปะรด ส้ม แอปเปิ้ล สตรอเบอร์รี่ และใช้ซีเรียลหลายสี ทั้งเนสท์เล่คอร์นเฟลค โกโก้ครันช์ นำมาเรียงไล่ชั้นสลับสีกัน ขั้นด้วยโยเกิร์ตรสธรรมชาติ เราก็จะได้ของว่างสีสันสดใสน่าทาน แถมช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีอีกด้วย
3. โกโก้ครันช์ ไมโลนมสด
ปกติเราจะรู้จักเครื่องดื่มแมคคีอาโต้จากเมนูกาแฟ แต่สำหรับไอเดียนี้เราเปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มโกโก้แทน โดยตีนมสดที่เย็นจัดให้ได้ฟองนมนุ่มละมุน  ใส่โกโก้ครันช์ที่ก้นแก้วเทนมที่ตีฟองลงไป โรยด้วยเครื่องดื่มโกโก้ แล้วของว่างของเราก็จะเริ่มแยกชั้นให้เห็น ด้านล่างเป็นนม ชั้นกลาง เป็นเครื่องดื่มโกโก้และโกโก้ครันช์ ด้านบนเป็นฟองนมขาวละมุน

ขอขอบคุณ:www.goodfoodgoodlife.in.th/เรื่องน่ารู้/3-ไอเดีย-เพิ่มสีสันให้ซีเรียลจานโปรด

วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เมนูดอกไม้หลากสีสัน 8 มะตะบะดอกไม้

มะตะบะดอกไม้ 
          ... กรุบกรอบกับมะตะบะไส้ไข่ ผักรวม สมุนไพร และดอกไม้นานาชนิด น่าทานๆ

ขอขอบคุณ  ข้อมูล  ภาพสวยๆ  จากไทยรัฐ  ทั้ง  8  เมนูค่ะ

วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เมนูดอกไม้หลากสีสัน 7 เมี่ยงดอกไม้

เมี่ยงดอกไม้ 
           ... เมนูสุขภาพ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด สุดฟิน ><

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ในปี2014 นี้ครบรอบ 25 ปี กำแพงเบอร์ลินล่มสลาย

            ชาวเยอรมนีเริ่มจัดพิธีรำลึกถึงการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน ซึ่งแบ่งแยกเยอรมนีออกเป็น 2 ส่วน ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว โดยในวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ จะเป็นวันครบรอบ 25 ปีของเหตุการณ์ดังกล่าว แต่กำแพงซึ่งถูกขนานนามว่า เป็น "สัญลักษณ์แห่งสงครามเย็น" และความสัมพันธ์ระหว่างตะวันตกและตะวันออก ซึ่งตั้งตระหง่านตั้งแต่ ค.ศ. 1961-1989
ลำดับเหตุการณ์สำคัญ

กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1945ไม่นานหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงกองทัพพันธ์มิตรจัดการประชุมขึ้นที่พระราชวังลิวาเดีย ในเมืองยัลตา ในแคว้นไครเมีย แบ่งแยกการยึดครองเยอรมนีออกเป็น 4 ส่วน ฝรั่งเศส, อังกฤษ และสหรัฐฯ ควบคุมฝั่งตะวันออก โซเวียตควบคุมฝั่งตะวันตก และแบ่งการควบคุมกรุงเบอร์ลินออกเป็น 4 ส่วน

ค.ศ. 1949พื้นที่ฝั่งตะวันตกของเยอรมนีที่ถูกฝรั่งเศส, อังกฤษ และสหรัฐฯ ควบคุม กลายเป็น เยอรมนีตะวันตก หรือ สหพันธสาธารณรัฐเยอรมนี ขณะที่พื้นที่ฝั่งตะวันออกกลายเป็น เยอรมนีตะวันออก หรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี โดยเยอรมนีตะวันตกปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย ส่วนเยอรมนีตะวันออกปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์

ค.ศ. 1949-1961 - ชาวเยอรมนีตะวันออกราว 3 ล้านคน หลบหนีไปยังฝั่งตะวันตก โดยในช่วงเวลาดังกล่าว ชาวต่างชาติ ชาวเยอรมันตะวันตก, ชาวเบอร์ลินตะวันตก และเจ้าหน้าที่กองกำลังพันธมิตร ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าเยอรมนีตะวันออกได้ แต่ชาวเยอรมนีตะวันออกต้องมีใบผ่านทางพิเศษ จึงจะสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้

12 สิงหาคม ค.ศ. 1961นายวอลเตอร์ อุลบริคต์ ผู้นำพรรคคอมมิวนิตส์แก่งเยอรมนีตะวันออก ลงนามคำสั่งสร้างรั้วกั้นแบ่งแยกกรุงเบอร์ลินตะวันออกและตะวันตก

13 สิงหาคม ค.ศ. 1961อีริค ฮอเนคเคอร์ หัวหน้ากองกำลังความมั่นคงแห่งเยอรมนีตะวันออก สั่งการตำรวจและทหารเริ่มการก่อสร้างรั้วลวดหนาม

15 สิงหาคม ค.ศ. 1961เริ่มมีการสร้างกำแพงคอนกรีตขึ้นเป็นครั้งแรก

18 สิงหาคม ค.ศ. 1961นายลืนดอน บี. จอห์นสัน รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น และพลเอกลูเซียส ดี. เคลย์ เดินทางไปยังกรุงเบอร์ลิน เพื่อแสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ สนับสนุนเยอรมนีตะวันตก

21 สิงหาคม ค.ศ. 1961ทหารสหรัฐฯ จำนวนราว 1,500 นาย เดินทางถึงกรุงเบอร์ลินตะวันตก

23 สิงหาคม ค.ศ. 1961ทางการเยอรมนีตะวันออก ประกาศห้ามชาวเบอร์ลินตะวันออกเข้าสู่เบอร์ลินตะวันตกโดยไม่ได้รับอนุญาต

26 มิถุนายน ค.ศ. 1963ประธานาธิบดีจอห์น แอฟ. เคนเนดี กล่าวปราศรัยต่อหน้าฝูงชนที่ศาลาว่าการเก่าในเบอร์ลินตะวันตก เน้นย้ำเรื่องเสรีภาพ และความภูมิใจที่เป็นชาวเบอร์ลิน

กันยายน ค.ศ. 1971มีการบรรลุข้อตกลงอนุญาตให้เบอร์ลินตะวันออกและตะวันตก สามารถนำเข้าและส่งออกสินค้าซึ่งกันและกันได้

ธันวาคม ค.ศ. 1972เยอรมนีตะวันออกและตะวันตก ลงนามสนธิสัญญาปรับความสำคัญทางการทูตสู่ระดับปกติ และยอมรับอธิปไตยซึ่งกันและกัน

12 มิถุนายน ค.ศ. 1987ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน แห่งสหรัฐฯ กล่าวปราศรัยที่ประตู บรานเดนบวร์ก ท้าทายให้ประธานาธิบดี มิคาอิล กอร์บาชอฟ แห่งสหภาพโซเวียต ทำลายกำแพงเบอร์ลิน

3 เมษายน ค.ศ. 1989กองกำลังคุ้มกันชายแดนของเยอรมนีตะวันออก ได้รับคำสั่งให้ยุติการใช้อาวุธปืน เพื่อป้องกันเหตุความรุนแรงบริเวณชายแดน

18 ตุลาคม ค.ศ. 1989นายอีริค ฮอนเนคเคอร์ ที่ในขณะนั้นเป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเยอรมนีตะวันออก ถูกขับออกจากตำแหน่ง และแทนที่โดย นายเอกอน เครนซ์

1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989ชาวเยอรมันตะวันออกหลายแสนคนร่วมการเดินขบวนเรียกร้องเสรีภาพ และเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งเสรี

2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989นายเอกอน เครนซ์ ออกมาให้คำมั่นว่าจะปฏิรูปนโยบายและเศรษฐกิจ

6 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989รัฐสภาเบอร์ลินตะวันออกผ่านกฎหมายให้สิทธิการเดินทางและการย้ายถิ่นแก่พลเรือน

7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989คณะรัฐมนตรีของเยอรมนีตะวันออก ลาออกทั้งคณะ และมีการเปลี่ยนสมาชิกคณะกรรมการบริหารสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์กว่าครึ่ง

9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989เยอรมนีตะวันออก ยกเลิกการห้ามเดินทางไปยังเยอรมนีตะวันตก มีผลบังคับใช้ทันที

9-10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989ชาวเยอรมันตะวันออกช่วยกันทำลายกำแพงเบอร์ลินทีละเล็กละน้อย

10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989ผลจากการทำลายกำแพงเบอร์ลิน ทำให้มีการเปิดเส้นทางข้ามพรมแดนใหม่เกิดขึ้นมากมาย และชาวเบอร์ลินตะวันออกหลายหมื่นคนก็เดินทางข้ามไปยังเบอร์ลินตะวันตก


3 ตุลาคม ค.ศ. 1990 เยอรมนีตะวันออกและตะวันตก รวมตัวเป็นประเทศเดียวกันอย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อ สหพันธสาธารณรัฐเยอรมนี